ห้องเรียนครูนิว


เนื้อหา
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย หมายถึง การใช้อุปกรณ์ดิจิทัล อินเทอร์เน็ต แอปพลิเคชัน และบริการออนไลน์โดยมีความระมัดระวัง รอบคอบ และไม่ตกเป็นเหยื่อของภัยออนไลน์ที่อาจส่งผลกระทบทั้งในด้านข้อมูลส่วนตัว ความมั่นคงทางการเงิน และชื่อเสียงของผู้ใช้
หลักการสำคัญในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย
- ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวในที่สาธารณะ เช่น ชื่อ-สกุลจริง ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ เลขบัตรประชาชน หรือข้อมูลบัญชีธนาคาร
- ตั้งรหัสผ่านที่รัดกุมและไม่ใช้รหัสเดียวกันในทุกบัญชี โดยควรประกอบด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่-เล็ก ตัวเลข และอักขระพิเศษ
- ระมัดระวังในการคลิกลิงก์หรือดาวน์โหลดไฟล์ โดยเฉพาะจากอีเมล ข้อความ หรือเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ
- ไม่โพสต์หรือแชร์ข้อมูลที่อาจละเมิดสิทธิผู้อื่น หรือก่อให้เกิดอันตราย เช่น รูปภาพส่วนตัวของผู้อื่นโดยไม่ขออนุญาต หรือข้อความที่เสี่ยงต่อการหมิ่นประมาท
- อัปเดตซอฟต์แวร์ ระบบปฏิบัติการ และโปรแกรมป้องกันไวรัสอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันช่องโหว่ที่อาจถูกโจมตี
- มีสติคิดให้รอบคอบ ใช้เวลาในการตัดสินใจ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
ภัยออนไลน์ที่ควรระวัง
- Phishing (ฟิชชิง): การหลอกลวงให้ผู้ใช้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว เช่น รหัสผ่าน หรือรหัส OTP ผ่านเว็บไซต์ปลอม
- Malware (มัลแวร์): ซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อแอบแฝงเข้าสู่เครื่องผู้ใช้และสร้างความเสียหาย เช่น ขโมยข้อมูล หรือล็อกไฟล์เพื่อเรียกค่าไถ่
- Account Hijacking: การแฮกหรือเข้าควบคุมบัญชีผู้ใช้งาน โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียหรืออีเมล
- Cyberbullying: การกลั่นแกล้ง รังแก หรือคุกคามผู้อื่นในโลกออนไลน์ผ่านข้อความ ภาพ หรือวิดีโอ
- Online Scams: การหลอกให้โอนเงินหรือให้ข้อมูล เช่น การแอบอ้างว่าถูกรางวัล iPhone แล้วให้กดลิงก์เพื่อยืนยันข้อมูล
- การซื้อสินค้าออนไลน์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ: เช่น การสั่งซื้อสินค้าผ่านโฆษณาในโซเชียลมีเดียที่ไม่มีการรับประกันความน่าเชื่อถือของผู้ขาย อาจได้รับสินค้าไม่ตรงปก หรือไม่ได้รับสินค้าเลย
แนวทางเสริมสร้างความปลอดภัยทางดิจิทัล
- ใช้ระบบยืนยันตัวตน 2 ชั้น (Two-Factor Authentication: 2FA)
- หลีกเลี่ยงการใช้งาน Wi-Fi สาธารณะในการทำธุรกรรม
- หมั่นตรวจสอบประวัติการใช้งานบัญชีหรือกิจกรรมต้องสงสัย
- ฝึกนิสัย “คิดก่อนคลิก” ทุกครั้งที่ได้รับลิงก์หรือข้อมูลจากผู้อื่น


ตรวจสอบรหัสผ่านของนักเรียนมีความปลอดภัยระดับไหน
หลักการสำคัญในการรู้เท่าทันสื่อ
- การตั้งคำถามกับสื่อ เช่น ใครเป็นผู้ผลิตเนื้อหานี้? เนื้อหานี้มีจุดประสงค์อะไร? ต้องการให้เราเชื่อหรือทำอะไร?
- การตรวจสอบแหล่งที่มา เช่น สื่อนั้นมาจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหรือไม่? มีข้อมูลสนับสนุนหรืออ้างอิงหรือไม่?
- การวิเคราะห์เนื้อหา เช่น การใช้ภาษามีอารมณ์หรือไม่? มีภาพที่สร้างความกลัวหรือเร้าอารมณ์มากเกินไปหรือไม่? เนื้อหามีความเป็นกลางหรือโน้มน้าว?
- การเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น มีใครเสนอข้อมูลอีกด้านหรือไม่? สื่ออื่น ๆ รายงานเรื่องเดียวกันอย่างไร?
ตัวอย่างที่นักเรียนอาจพบในชีวิตประจำวัน
- โพสต์ในโซเชียลมีเดียที่อ้างว่าแจกของฟรี (ต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือ)
- โฆษณายาที่อ้างสรรพคุณเกินจริง (ควรอิงจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์)
- คลิปวิดีโอที่ปลุกปั่นหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงทางการเมืองหรือสังคม
ประโยชน์ของการรู้เท่าทันสื่อ
- เสริมสร้างวินัยในการใช้สื่ออย่างมีจริยธรรม เคารพสิทธิของผู้อื่น
- ช่วยให้เราคิดอย่างมีเหตุผลก่อนเชื่อหรือแชร์
- ป้องกันการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม โฆษณาหลอกลวง และข้อมูลบิดเบือน
ข่าวลวง (Fake News) ข้อมูลหรือข่าวสารที่ ไม่เป็นความจริง และมักถูกสร้างขึ้นโดยมี เจตนาในการหลอกลวง บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือทำให้ผู้รับสาร เข้าใจผิดจากความเป็นจริง โดยข่าวลวงมักแฝงตัวในรูปแบบของ ข่าวทั่วไป โพสต์บนโซเชียลมีเดีย บทความ หรือคลิปวิดีโอ ที่ถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น Facebook, LINE, TikTok หรือเว็บไซต์ที่ขาดความน่าเชื่อถือ
ลักษณะเด่นของข่าวลวง คือการใช้ พาดหัวที่เร้าอารมณ์, ภาษาที่กระตุ้นความรู้สึก และ ภาพหรือข้อมูลประกอบที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความตกใจ เห็นคล้อย หรือรีบแชร์ต่อ โดยไม่ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา
วัตถุประสงค์ของการปล่อยข่าวลวง
- เพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตัว – เช่น เพิ่มยอดขาย ดึงยอดวิว หรือสร้างชื่อเสียงให้กับเพจหรือเว็บไซต์
- เพื่อโน้มน้าวทางความคิด – เช่น ปลุกกระแสทางการเมือง ศาสนา หรือความเชื่อ
- เพื่อทำลายชื่อเสียงของผู้อื่น – เช่น สร้างข่าวเท็จโจมตีบุคคลหรือองค์กร
- เพื่อฉ้อโกงหลอกลวง – เช่น แอบอ้างแจกของรางวัล หรือหลอกให้คลิกลิงก์อันตราย
- เพื่อสร้างความตื่นตระหนักในสังคม – เช่น ปล่อยข่าวภัยพิบัติเกินจริงโดยไม่มีแหล่งอ้างอิง
ผลกระทบของข่าวลวง
🔹 ระดับบุคคล
- เสียรู้หรือเข้าใจผิด เช่น ใช้ยารักษาผิดวิธี
- สูญเสียเงินหรือถูกหลอกให้เปิดเผยข้อมูล
- เครียด วิตกกังวล หรือสูญเสียความสัมพันธ์จากการแชร์ข่าวผิด ๆ
🔹 ระดับสังคม
- ก่อให้เกิดความแตกแยก ความเกลียดชัง
- ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชน
- สั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อสื่อที่น่าเชื่อถือจริง ๆ
🔹 ระดับเศรษฐกิจ
- ธุรกิจเสียหายจากข่าวเท็จ เช่น ข่าวลือเรื่องคุณภาพสินค้า
- ประชาชนไม่กล้าใช้จ่ายหรือลงทุน เพราะเชื่อข้อมูลผิด
🔹 ระดับประเทศ
- กระทบภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือของประเทศในเวทีโลก
- ทำให้เกิดความขัดแย้งหรือวิกฤตด้านความมั่นคง
แนวทางการรับมือกับข่าวลวง (5 ขั้นตอนป้องกันตัวเอง)
- ตั้งคำถามกับข่าวก่อนเชื่อ
- ใครเป็นคนโพสต์? มีเจตนาแอบแฝงหรือไม่?
- ตรวจสอบแหล่งข่าว
- ข่าวนี้มาจากหน่วยงานหรือสื่อที่เชื่อถือได้หรือไม่?
- อ่านเนื้อหาทั้งหมด
- พาดหัวอาจหลอกลวง ต้องอ่านรายละเอียดก่อนตัดสินใจ
- เปรียบเทียบจากหลายแหล่ง
- หาข้อมูลจากหลายสื่อ แล้ววิเคราะห์เปรียบเทียบ
- ใช้เครื่องมือช่วยตรวจสอบ
- เช่น www.antifakenewscenter.com หรือ “ชัวร์ก่อนแชร์”
✋ คิดก่อนคลิก – ก่อนที่คุณจะเป็นต้นทางของข่าวปลอม
กฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
กฎหมายคอมพิวเตอร์ในโลกยุคดิจิทัล เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคน
กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 (ฉบับปรับปรุง)
จึงถูกบัญญัติเพื่อ ป้องกันความเสียหาย ที่อาจเกิดจากการใช้เทคโนโลยีผิดวัตถุประสงค์
และ ควบคุมพฤติกรรมบนโลกออนไลน์ ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม มีจริยธรรมและปลอดภัย
⚖️ วัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์
- ป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ เช่น การแฮก การหลอกลวง
- คุ้มครองผู้ใช้ที่ได้รับความเสียหาย เช่น ถูกหมิ่นประมาททางออนไลน์
- ควบคุมการเผยแพร่เนื้อหาที่ผิดกฎหมาย เช่น ภาพลามก ข่าวเท็จ
- ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบ
⚠️ ประเภทของความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560
1. การเข้าถึงระบบหรือข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
🔓 เช่น แฮกบัญชี Facebook หรืออีเมลของผู้อื่น
โทษ: จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท
2. การนำเข้าข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบ
🧨 เช่น ปล่อยข่าวปลอมเพื่อทำให้ประชาชนแตกตื่น
โทษ: จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท
3. การหมิ่นประมาท/ใส่ร้ายผ่านอินเทอร์เน็ต
💬 เช่น โพสต์ข้อความด่าทอ กล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐาน
โทษ: ตามกฎหมายอาญามาตรา 326–328 + พ.ร.บ.คอมฯ เพิ่มโทษ
4. การเผยแพร่ภาพลามกอนาจาร
🚫 เช่น แชร์ภาพโป๊เปลือย หรือส่งคลิปลับในกลุ่มแชต
โทษ: จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท
5. การละเมิดลิขสิทธิ์/ใช้ของเถื่อนออนไลน์
🖥️ เช่น โหลดหนังจากเว็บเถื่อน ใช้โปรแกรมปลอม
โทษ: ทั้งตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ และกฎหมายคอมพิวเตอร์
🧠 แนวทางการปฏิบัติตนอย่างปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย
| สิ่งที่ควรทำ ✅ | สิ่งที่ไม่ควรทำ ❌ |
|---|---|
| ใช้ซอฟต์แวร์ถูกลิขสิทธิ์ | โหลดแอปเถื่อน หรือไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์ |
| ใช้ภาษาเหมาะสมในการแสดงความคิดเห็น | โพสต์ใส่ร้าย ด่าทอ หมิ่นผู้อื่น |
| เช็กแหล่งข่าวก่อนแชร์ | แชร์ข่าวปลอม/ข่าวที่ไม่รู้แหล่งที่มา |
| ไม่ส่งต่อภาพหรือคลิปไม่เหมาะสม | แชร์สื่อลามก หรือคลิปส่วนตัวของผู้อื่น |
| เคารพสิทธิของผู้อื่นในโลกออนไลน์ | แอบอ้างตัวตน/ใช้ข้อมูลของคนอื่นโดยไม่ขอ |
![เว็บไซต์ครูนิว [Official]](https://new.khaopoon.ac.th/wp-content/uploads/2021/08/cropped-146465732_791455081466827_7301203867080456674_n.jpg)

